Asawin Phanichwatana

EYESMYTH SESSION IX - อัศวิน พานิชวัฒนา

หากมองจากวินาทีนี้ 9 ขวบปีของ EYESMYTH อาจเหมือนรวดเร็วราวพริบตา แต่สำหรับเรา แต่ละวัน เดือน ปีที่ผ่านมา ล้วนเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องเล่าและความทรงจำมากมาย

โปรเจกต์ EYESMYTH SESSION IX เป็นโปรเจกต์พิเศษที่เนรมิตขึ้น เพื่อบอกเล่าและบันทึกเรื่องราวระหว่าง EYESMYTH และลูกค้าคนสำคัญ และคนแรกที่เราอยากชวนมาเล่าเรื่องราวเหล่านั้นก็จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเมมเบอร์หมายเลข 000001

การพบเจอกันระหว่าง EYESMYTH และ คุณหนึ่ง-อัศวิน พานิชวัฒนา Executive Creative Director จากเอเจนซีโฆษณา GREYnJ UNITED ผู้อยู่เบื้องหลังโฆษณาดังหลาย ๆ ชิ้นของ K PLUS อาจดูเป็นเรื่องบังเอิญ ทว่าสิ่งที่มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความบังเอิญที่ว่าคือ ‘มิตรภาพ’ ที่นักโฆษณาแนวหน้าคนนี้มอบให้ตลอดเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

EYESMYTH MEMBER 000001 

สิ่งที่เราค้นพบจากบทสนทนานับครั้งไม่ถ้วน นั่นคือ คุณหนึ่งไม่เพียงแต่เป็นคนช่างคิด แต่เขายังเป็นคนช่างเลือกตัวยง ทุกการสร้างสรรค์ของเจ้าตัวล้วนดูผ่านกระบวนการคิดที่ละเอียดละออราวกับเป็นงานคราฟท์สุดละเมียดทั้งสิ้น

หากผลงานศิลปะคือตัวสะท้อนรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของคนที่สร้างมันขึ้นมา เราเชื่อว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ต้องช่างเลือกและละเมียดละไมกับการใช้ชีวิตไม่ต่างกัน

เมื่อโอกาสนี้มาถึง เราจึงอยากชวนคุณมาทำความรู้จักตัวตนอีกมุมหนึ่งของคุณหนึ่ง พร้อม ๆ กับหาคำตอบว่าทำไม ‘แว่นดี ๆ สักอัน’ ถึงสำคัญกับนักสร้างสรรค์โฆษณาคนนี้มากเหลือเกิน

งานภาพพิมพ์หิน ผลงานของต่อ ธนณชัย

EYESMYTH : คุณจดจำวันแรกที่รู้จัก EYESMYTH ได้ไหม

คุณหนึ่ง : จำได้ว่ารู้จักกันที่ร้านกางเกงยีนส์แห่งหนึ่ง ที่นั่นเป็นเหมือน community ของคนที่ชอบซื้อของคล้าย ๆ กัน อยู่มาวันหนึ่งมีคนเอาแว่นตายี่ห้อ Tart Optical, Effector ของญี่ปุ่นมาวางขายในร้าน ซึ่งแบรนด์พวกนี้ ณ ตอนนั้นยังไม่มีตัวแทนขายที่เมืองไทยมาก่อน ถ้าอยากได้ก็ต้องบินไปซื้อเมืองนอกเท่านั้น เลยเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกได้ว่าร้านนี้เป็นร้านที่เลือกของมาประมาณหนึ่ง 

เขาชอบแนะนำนั่นนี่ ตั้งแต่เรื่องยี่ห้อแว่น เรื่องเชิงลึกของมัน รวมถึงวิธีการใส่แว่น เช่น “เนี่ยพี่ หูของคนเราไม่เท่ากันนะ” เหมือนยิ่งคุยกันก็ยิ่งเห็นว่าเขารู้จักแว่นจริง และสามารถแนะนำแว่นที่เหมาะกับเราได้จริง ๆ พอเจอกันบ่อยขึ้นก็สนิทกัน 

ปกติเราจะมีแว่นคู่ใจอันหนึ่งที่ใส่ไปด้วยทุกที่ เราเรียกมันว่าเป็นแว่นนำโชค มีวันหนึ่งเรานั่งมอเตอร์ไซค์ไปประชุมกับลูกค้า ระหว่างนั้นเราถอดแว่นใส่กระเป๋าเสื้อไว้ โชคไม่ดีมีจังหวะหนึ่งที่แว่นกระเด็นออกจากกระเป๋าหล่นลงพื้นถนน สิ่งแรกที่ทำหลังจากประชุมเสร็จคือโทรหา EYESMYTH “แว่นอันนี้ ยี่ห้อนี้ สีนี้ มีอีกอันไหม” ตอนนั้นคิดแล้วว่าต้องซื้อใหม่ จากนั้นเราก็รีบไปที่ร้าน กลายเป็นว่าเขาก็จัดการดูแลให้จนสามารถกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม 

เวลาซื้อของกับคนที่เขารักมันจริงนี่ดีนะ อีกทั้งแบรนด์ที่เขาเลือกก็เป็นแบรนด์ที่เราชอบด้วย ก็เลยได้อุดหนุนกันเรื่อยมา เจอตัวไหนที่ชอบก็คอยซื้อเก็บไว้ เชื่อไหมว่าแว่นที่ซื้อในช่วงสองปีหลังเรายังไม่ได้เอาไปเปลี่ยนเลนส์เลย (หัวเราะ)

EYESMYTH : นอกจากแว่นตาแล้ว คุณชอบซื้อสิ่งใดอีกบ้าง

คุณหนึ่ง : ของที่ชอบซื้อส่วนใหญ่ก็วน ๆ อยู่กับงานศิลปะ อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเราชอบอ่านการ์ตูนมั้งเราเลยชอบตามเก็บของพวกนี้ พอโตขึ้นก็หลงใหลพวก street culture เวลาไปต่างประเทศเราชอบไปเดินดูนั่นดูนี่ เจออะไรก็ซื้อ พวกผลงานศิลปะที่เราสะสมก็เลยมั่ว ๆ คือมีตั้งแต่ ภาพพริ้นต์ติ้งที่ใช้เทคนิคต่าง ๆ ภาพวาดของศิลปินคนนั้นคนนี้ แล้วก็พวกฟิกเกอร์ 

จนปี 1999 เพื่อนแนะนำให้รู้จักกับ Kaws (ชื่อจริงของศิลปินคนนี้คือ Brian Donnelly) สมัยนั้นเราชอบที่เขาเขียนตัวการ์ตูนทับบนพริ้นต์แอดของ Calvin Klein มันน่ารักดี หลังจากนั้น Kaws ก็ไปดังที่ญี่ปุ่น บริษัทที่ทำฟิกเกอร์อย่าง Medicom Toy ก็เลยออกไลน์โพรดักท์เสื้อยืด OriginalFake ให้ Kaws อย่างเดียว เราก็ตามซื้อ

BFF ของ KAWS หนึ่งใน Model ของเล่นที่ชอบสะสม

ส่วนหนึ่งของการ์ตูนญี่ปุ่นที่ชอบอ่านมาก เพราะมักจะเป็นเรื่องราวของความฝัน ความหวัง และชีวิต

Poster ของ The Simpsons ที่ล้อภาพเขียนดัง Nighthawks ของ Edward Hoppe

คุณหนึ่งกับภาพพิมพ์สะสมของศิลปินที่ชื่นชอบจากหลายๆยุค 

EYESMYTH : ทำไมถึงหลงใหลสิ่งของเหล่านี้

คุณหนึ่ง : เราชอบงานคอมเมอร์เชียลอาร์ต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานที่เราทำเป็นงานประมาณนี้ด้วย ถ้าอธิบายง่าย ๆ มันคล้ายกับงานศิลปะที่ศิลปินเชื่อเรื่องหนึ่งแล้วนำเสนอมันผ่านวิธีการบางอย่าง แต่คอมเมอร์เชียลอาร์ตพอมันถูกทำออกมาแล้วมันต้องขายได้และสื่อสารกับคนที่เชื่อหรืออาจจะรู้สึกแบบเดียวกัน เรายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อประสบการณ์และความรู้สึกอย่างนั้น

อย่างเสื้อตัวนี้ที่เราใส่อยู่ (Maison Kitsune) กับเสื้อยี่ห้ออื่น เนื้อผ้าไม่ต่างกันหรอก แต่ที่เขาขายกันคนละราคาได้ แปลว่าเขามีความเชื่อบางอย่างที่ต่างกัน อย่างแว่น ทำไมยี่ห้อ Effector ถึงทำกรอบดำ ๆ หนา ๆ พอเราตามไปดูที่มาที่ไป ก็พบว่าเจ้าของแบรนด์หลงใหลสไตล์ของ Beatnik culture ในยุค 40s - 60s มาก เลยจัดการทรานสฟอร์มมันมาอยู่ในแว่นของเขา เราซื้อมาใส่เพราะว่าเราอยากจะได้ประสบการณ์นั้น อยากรู้สึกถึงยุค ๆ นั้นด้วย นี่คือวัตถุประสงค์ที่เราตัดสินใจซื้อ 

เราว่าทุกคนเป็นเหมือนกันนะ แต่ละคนก็จะมีชุด มีรองเท้าคู่โปรดที่เป็นตัวเราที่สุด หรือที่เรา comfortable กับมันมากที่สุด นอกจากเรื่องราวของแบรนด์ value บางอย่างก็มีส่วนสำคัญ อย่างเราเป็นคนชอบงานคราฟต์ แล้วแว่นตัวนี้ (หยิบแว่นตัวเองขึ้นมา) ก็ถูกทำขึ้นด้วยมือล้วน ๆ สำหรับเราความแฮนด์คราฟท์นี่ก็เป็น reminder หนึ่งที่เตือนเราตลอดเวลาที่ใส่ว่าเราควรทำงานอย่างตั้งใจ

EYESMYTH : หากจะซื้อแว่นสักอัน คุณจะพิจารณาจากอะไรบ้าง

คุณหนึ่ง : เริ่มจากเรื่องวัสดุก่อน เราไม่ชอบแว่นโลหะเพราะเราทำงานในห้องแอร์แล้วเราจะรู้สึกว่ามันเย็น พอเป็นแว่นพลาสติกมันเหมาะกับการใช้งานและดูแลรักษาง่ายกว่า อันที่สองคือเราชอบกรอบแว่นลายกระ ไม่ชอบอะไรที่ฉูดฉาดเกินไป สุดท้ายเราว่าก่อนจะจ่ายเงินสักก้อนเพื่อซื้ออะไรบางอย่างมันต้องมีเหตุผลมากกว่าแค่ความสวยงาม เวลาเราชอบแบรนด์ไหนสักแบรนด์ เราจะศึกษาเรื่องราวของเขาก่อน พอรับรู้ว่าแบรนด์เขาทำตั้งใจทำแค่ไหน ใส่แล้วก็จะรู้สึกดีและพิเศษมากขึ้นอีก มุมหนึ่งก็เหมือนเป็นความสุขส่วนตัว

ปกติคนเราแบ่งการซื้อของออกเป็นสองประเภทคือ ซื้อเพื่อตัวเองและซื้อเพื่อคนอื่น ซื้อเพื่อตัวเองคือเราฟินกับการใช้เงินตอบสนองรสนิยมส่วนตัว ซื้อแล้วตัวเองชอบและมีความสุข อีกประเภทคือการซื้อเพื่อ connection หรือซื้อให้คนอื่นมองเข้ามาที่เรา เช่น ใช้รองเท้าแบรนด์นี้เพื่อให้ตัวเองดูเป็น fashionista หรือคาดหวังให้คนอื่นชื่นชอบ ซึ่งสุดท้ายมันก็เป็นความสุขของเขาอยู่ดี ไม่มีอะไรถูกหรือผิด

EYESMYTH : คุณชอบแว่นตาแบบไหนมากที่สุด

คุณหนึ่ง : ชอบที่สุดคือสไตล์ Effector นี่แหละ เราซื้อหลายรุ่นมาก แต่ละรุ่นจะเป็นแว่นที่เห็นปุ๊บแล้วรู้เลยว่าเป็น Effector 

อีกแบบที่ชอบคือแว่นที่มีทรงหรือสีสันกึ่ง ๆ วินเทจ ช่วงยุค 50s - 70s เหตุผลที่ชอบคือ เรารู้สึกว่าสินค้าที่ถูกดีไซน์ในยุคนั้นมันมีความคราฟต์ที่คลาสสิกเสมอ เหมือนว่าถูกคิดและพัฒนาดีไซน์ให้อีกกี่ปีดีไซน์แบบนี้ก็ยังอยู่ได้

EYESMYTH : สุดท้ายแล้วแว่นตาดี ๆ สักอันหนึ่งสำคัญกับคุณอย่างไร

คุณหนึ่ง : แว่นน่ะซื้อใส่แล้วมันต้องอยู่กับเราตลอด มันสำคัญตรงที่แว่นทำให้คนจำเราได้ การที่แว่นสักตัวหนึ่งจะกลายเป็นคาแรกเตอร์ของเรา เวลาซื้อเราก็ต้องเลือกเยอะหน่อย อย่างเราจะชอบแว่นตาแบบเดิม ๆ อาจจะหนาขึ้นหรือบางลงนิดหน่อย แต่รูปทรงโดยรวมมันจะคล้ายกันหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรารู้สึกว่าแว่นทรงนี้มันเป็นตัวเราแล้ว เหมือนที่คำที่เขาว่า “Glasses make face.”

อีกอย่างมันสำคัญกับอาชีพสายครีเอทีฟที่เราทำด้วย เทียบง่าย ๆ สมมุติว่าเราเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ เป็นสถาปนิก ศิลปิน หรืออาชีพอะไรก็แล้วแต่ที่ต้องใช้สมองฝั่งขวา ใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบอะไรบางอย่างให้ลูกค้า แต่ของที่เราใช้หรือแว่นที่เราสวมเนี่ยมันดูไม่ค่อยมีดีไซน์เอาเลย คุณคิดว่าเขาจะจ้างเราไหม เราเชื่อว่าเสี้ยวหนึ่ง สิ่งของเหล่านี้มันสะท้อนได้ว่าตัวตนเราเป็นอย่างไรและเราทำงานด้วยเทสต์แบบไหน

ภาพ: อารมณ์นิยม

Newer Post